TPIPL - TPIPP คว้ารางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 ตอกย้ำผู้นำด้านนวัตกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาด มุ่งสู่ Net Zero อย่างยั่งยืน

บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL และ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP ได้รับการรับรอง อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 “วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture)” ประจำปี 2569 จากกระทรวงอุตสาหกรรม สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

ในพิธีดังกล่าว ดร.ปรกฤษฏ์ เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เป็นผู้แทนรับมอบโล่รางวัลจาก นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่ นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ เป็นผู้แทนรับมอบโล่รางวัลจาก นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี)

รางวัล อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 “วัฒนธรรมสีเขียว” เป็นการรับรององค์กรที่สามารถยกระดับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร ทั้งกระบวนการผลิต การจัดการพลังงานและทรัพยากร ตลอดจนการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

สำหรับ TPIPL มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน TPIPP เดินหน้าขับเคลื่อนพลังงานสะอาดผ่านการผลิตไฟฟ้าจาก ขยะชุมชน (Waste-to-Energy: WTE) เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานหมุนเวียน พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและควบคุมของเสีย ตอกย้ำบทบาทในการสนับสนุนการบริหารจัดการขยะและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัท ทีพีไอ โพลีน ให้ความสำคัญกับการสร้าง “วัฒนธรรมสีเขียว” ผ่านการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ ทั้งการลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการนำหลัก ESG มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการส่งเสริมชุมชนและวิสาหกิจท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TPIPL และ TPIPP ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาด เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมคาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

ทีพีไอ โพลีน ติดโผหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ปี 2569

กรุงเทพ ประเทศไทย - บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (TPIPL) ผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ คอนกรีตผสมเสร็จ และ Specialty Polymer ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ปี 2569 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2569 โดยสถาบันไทยพัฒน์

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (TPIPL) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ด้วยการคัดเลือกจาก 931 หลักทรัพย์จดทะเบียน ให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

“บริษัทฯ มีนโยบายและวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียนเข้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินธุรกิจบนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมควบคู่กันไป”

ท่ามกลางบริบทของโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มีบทบาทสำคัญต่อทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างนวัตกรรมองค์กรที่หลอมรวมเป้าหมายด้านความยั่งยืนเข้ากับทุกประบวนการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กร และความสามารถในการปรับตัวต่อความเสี่ยงและโอกาศที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

โดยการจัดระดับของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาข้อมูลจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน

สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สิบสองในปีนี้

การจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนโดยสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินอย่างเป็นอิสระในฐานะหน่วยงานภายนอก โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ เทียบกับชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ตามเกณฑ์และหลักการภายใต้แนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

 

**********************************************

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

คุณศิตา ศิริศักดิพร

โทรศัพท์: 02-930-5227 โทรสาร: 02-930-5228

อีเมล: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

การจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี

Press Release 19 มิ.ย. 2569

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568)

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้

 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่ (1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (2) อำเภอ สุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ

  1. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป

 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่

 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้

  • ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่
  • สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก
  • พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้

 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชนชาวไทยทุกคน

 

รายละเอียดตาม http://www.thaigov.go.th

ที่มาของเอกสาร : https://www.thaigov.go.th/th/news/165236

 

TPI Polene คว้า “EcoVadis Gold Medal” ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับสากล

บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (“TPIPL”) ได้รับรางวัล “EcoVadis Gold Medal” ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นหนึ่งในการรับรองด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก สะท้อนถึงการบูรณาการหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) เข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การดูแลพนักงาน และสิทธิมนุษยชน การกำกับดูแลกิจการที่ดี การต่อต้านการทุจริต ตลอดจนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ

EcoVadis เป็นองค์กรประเมินความยั่งยืนระดับโลกที่ได้รับการยอมรับจากบริษัทข้ามชาติชั้นนำ ทั่วโลก ในการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร และคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม แรงงานและสิทธิมนุษยชน จริยธรรมทางธุรกิจ และการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน

การได้รับรางวัล “EcoVadis Gold Medal” ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า คู่ค้าทั่วโลก นักลงทุน และสถาบันการเงิน โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล และสะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับสากลของกลุ่ม TPIPL โดยบริษัทจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่า และการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในระยะยาว

TPI Polene โชว์ศักยภาพโรงงานอัจฉริยะ รับรางวัล Model Plant จาก World Cement Association (WCA) 2026 มุ่งสู่ Net Zero

นายภากร เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล Model Plant Award จากการดำเนินงานโรงงานที่เป็นเลิศด้านความยั่งยืนและนวัตกรรม จากการประกาศผลรางวัลประจำปี 2026 ภายในงานประชุมประจำปี World Cement Association (WCA)

รางวัล Model Plant Award มอบให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นในการบริหารจัดการโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยโรงงานปูนซิเมนต์ทีพีไอ จังหวัดสระบุรี ได้รับการยอมรับจากแนวทางการดำเนินงานที่ยั่งยืนแบบบูรณาการ ซึ่งผสานการใช้ เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels) การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ (Waste Heat Recovery) การใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี AI (AI-driven optimisation)

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในทุกมิติ สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์โลกที่มุ่งสู่ การลดคาร์บอน (Decarbonisation) และความยั่งยืนในระยะยาว การได้รับรางวัลในเวทีระดับโลกครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของ TPI Polene ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล