Banner_Aboutus
You are here:Home/เกี่ยวกับเรา/สาส์นผู้บริหาร/สาส์นผู้บริหาร

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

นโยบายหลักของบริษัทในเครือ TPIPL

สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

(ESG & Bio Circular-Green Economy-BCG For Sustainability)

 

ทีพีไอ โพลีน ได้ลงทุนอย่างหนักตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนาธุรกิจจากปูนซิเมนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นลดภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษสู่กระเบื้องหลังคา แผ่นพื้น และผนังตกแต่งทีพีไอ ต่อยอดด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ DIY สีทาอาคาร ตลอดจนการใช้ความร้อนทิ้งและขยะเทศบาลมาผลิตไฟฟ้าจนกระทั่งนำบริษัทลูก TPIPP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สำเร็จ ทำให้เกิดผลกำไรกลับคืนมา อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ (สำหรับพืชและสัตว์) และโดยผลิตภัณฑ์สุขอนามัยชีวภาพ ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองโดยคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อไวรัส และทำให้ชีวิตมีความสุขสบายปราศจากเชื้อ COVID-19 ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและความสุข ส่งผลกำไรอย่างยั่งยืนแก่พนักงานและบริษัท

 

ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทีพีไอโพลีนจึงเป็นบริษัทผลิตปูนซิเมนต์แห่งแรกของประเทศที่สามารถพัฒนาการใช้เทคโนโลยีพลังงานโดยใช้เชื้อเพลิงขยะแทนถ่านหิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตปูนซิเมนต์ พร้อมไปกับการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการหลักให้เกิดสภาวะโลกร้อน ภายใต้แนวคิด CO2 REDUCTION และการทำให้ขยะเหลือศูนย์ จึงเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมของโลก ทำให้บริษัทมีกำไรอย่างต่อเนื่องด้วย

 

กลุ่มบริษัททีพีไอโพลีนยึดมั่นในนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG และ Bio Circular-Green Economy-BCG For Sustainability)  โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้รับความเชื่อถือในระดับสากล

แม้ในปี 2563 ที่ผ่านมา กลุ่มทีพีไอโพลีนต้องเผชิญกับความท้าทายจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวทั้งในและต่างประเทศ มาตรการป้องกันควบคุมการระบาดของโรคและการปิดประเทศ โดยจำกัดการเดินทาง ทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกได้หยุดชะงักลง และก่อให้เกิดการหดตัวที่รุนแรงต่อปริมาณการค้าและเศรษฐกิจโลกโดยรวม  นอกจากนี้สถานการณ์ภัยแล้งในประเทศได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตร การชะลอตัวของภาคการส่งออก จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การจ้างงานลดลงและกำลังซื้อในประเทศหดตัวลง และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย 

 

แต่ด้วยลักษณะธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มทีพีไอโพลีน ตามแนวนโยบาย ESG และ BCG ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจปูนซิเมนต์ เม็ดพลาสติก และธุรกิจโรงไฟฟ้า จึงทำให้เกิดการถ่วงดุลที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้กลุ่มทีพีไอโพลีนมีความสามารถในการทำกำไร และสามารถเพิ่มฐานกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่เศรษฐกิจของโลกและของประเทศได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ดังกล่าวข้างต้น และด้วยความร่วมมือร่วมใจจากพนักงานทุกระดับ รวมถึงการบริหารงานเชิงรุก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย จึงทำให้ผลประกอบการของกลุ่มทีพีไอโพลีน เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับที่น่าพอใจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้มีการทำกำไรอย่างยั่งยืน (Sustainability) ในทุกสถานการณ์

 

ผลการดำเนินงานประจำปี 2563  

ในปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 4,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,040 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.26 จากจำนวน 2,338 ล้านบาท ในปี 2562 โดยบันทึกกำไรสุทธิในปี 2563 จำนวน 2,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70  จากจำนวน 2,765 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำไรในปี 2563 จำนวน 2,839 ล้านบาท ประกอบด้วยกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติจำนวน 4,379 ล้านบาท ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิจำนวน 12 ล้านบาท ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ 1,602 ล้านบาท และรายได้ภาษีเงินได้จำนวน 74 ล้านบาท ในขณะที่กำไรในปี 2562 จำนวน 2,765 ล้านบาท ประกอบด้วยกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติจำนวน 2,338 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิจำนวน 405 ล้านบาท และรายได้ภาษีเงินได้จำนวน 22 ล้านบาท

 

โรงปูนซิเมนต์แห่งแรกของประเทศไทย ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงขยะแทนเชื้อเพลิงถ่านหิน

ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายทางธุรกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 กลุ่มทีพีไอโพลีนได้พัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพโรงปูนซิเมนต์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงเครื่องจักรผลิตปูนซิเมนต์ให้สามารถนำเชื้อเพลิงขยะมาใช้แทนเชื้อเพลิงถ่านหินได้บางส่วน ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในธุรกิจปูนซิเมนต์ ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสามารถลดมลภาวะขยะของประเทศผ่านกระบวนการผลิตปูนซิเมนต์ ภายใต้แนวคิด zero waste  หรือการทำให้ขยะเหลือศูนย์ โดยบริษัทเป็นโรงปูนซิเมนต์แห่งแรกของประเทศไทย ที่สามารถนำเชื้อเพลิงขยะมาใช้แทนเชื้อเพลิงถ่านหิน โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564 -2565 ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 6.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อน พร้อมแก้ปัญหาขยะมูลฝอยได้ถึง 2.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี)

นอกจากนี้ บริษัทมีผลิตภัณฑ์ fiber cement ซึ่งใช้ทดแทนไม้ หินอ่อน เป็นต้น ซึ่งช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าลงได้ และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวบริษัทได้ขายส่งออกไปต่างประเทศ ก่อให้เกิดการนำเข้าเงินตราต่างประเทศได้

 

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG และ Bio Circular-Green Economy-BCG)

            กลุ่มบริษัททีพีไอโพลีนมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนกลุ่ม ทีพีไอโพลีน ให้เติบโตด้วยนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลก ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตามทิศทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดำเนินการตามเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Low carbon production) เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุโลกร้อน โดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงขยะเข้ามาในระบบการผลิต  และนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) โดยการผลิตปุ๋ยชีวอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนที่ต่ำกว่า   

การเชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ดังกล่าวเข้าด้วยกัน จึงเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กลุ่มทีพีไอโพลีนยังให้ความใส่ใจในมิติด้านสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดมั่นจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมถึงดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม อาทิ การให้ความสำคัญต่อระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานและผู้เกี่ยวข้อง โดยมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและป้องกันอันตรายที่มีอยู่ทั้งหมด  รวมถึงการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การจ้างงาน จนถึงการดูแลพนักงานและบุคลากร เพื่อให้พนักงานและบุคลากรทุกคนเกิดความรู้สึกผูกพันเป็นครอบครัวเดียวกับองค์กร นอกจากนี้บริษัทยังยึดมั่นในการร่วมมือกับคู่ค้าทุกรายตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า

บริหารสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูง และต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

กลุ่มทีพีไอโพลีนให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูง เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจของโลกและประเทศไทย และบริหารต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการลงทุน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและสภาพคล่องทางการเงินให้อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยมีการควบคุมดัชนีชี้วัดเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

 

สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทีพีไอรักษ์สุขภาพ จากสารสกัดจากธรรมชาติ

จากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 บริษัทได้ปรับตัวเข้าสู่ภาวะ New Normal โดยได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขอนามัยที่ปราศจากสารเคมี ได้แก่

  1. ผลิตภัณฑ์ไบโอน็อคแบบผงสำหรับชงดื่ม (Bio Knox Powder) เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม และวิตามินซีจากธรรมชาติคุณภาพสูง โดยมีกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดและทันสมัย ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  2. ผลิตภัณธ์ไมโครมน็อคโซลูชั่น (Microme Knox Solution) และไมโครมน็อคแบบผง (Microme Knox Powder) สำหรับใช้ฉีดพ่นบริเวณที่พักอาศัย เพื่อลดปริมาณเชื้อก่อโรคจากแบคทีเรียและไวรัส
  3. ผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปาก (Printemp Marie Rose Mouthwash) ประเภทกลิ่นขิง และกลิ่นมินท์

ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นได้ผ่านการทดสอบและรับรองโดยคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อไวรัส ได้แก่  SARS-CoV2, PRRS, PDCoV, PCV2 และ RVA เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ Biosan เพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำในงานสิ่งแวดล้อม โดยใช้เป็นหัวเชื้อในการปรับสภาพน้ำเสียที่มีปริมาณสารอินทรีย์ ไขมัน และน้ำมันในปริมาณสูง โดยได้ผ่านการทดสอบจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า Biosan สามารถช่วยลดค่าสารอินทรีย์ในรูป COD และ BOD ของน้ำเสียได้  นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับล้างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์สำหรับการทำครัว ซึ่งจัดเป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ แม้จะทำกำไรไม่มาก เพราะอยู่ในระหว่างการค้นคว้าและพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป

 

ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของพนักงานเป็นสำคัญ มีการคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าปฏิบัติงานในทุกสถานที่ทั้งที่สำนักงานใหญ่ และโรงงาน มีมาตรการให้สวมใส่หน้ากาก มีการจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้ให้พนักงานอย่างเพียงพอ จัดให้มีการพ่นยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งรวมถึงพ่นสาร Microme Knox Solution เพื่อฆ่าเชื้อในสถานที่ทำงานเป็นประจำ  รวมถึงการแจกผลิตภัณฑ์ Bio Knox Powder ของบริษัทซึ่งมีประสิทธิภาพออกฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อก่อโรค เช่นไวรัส  ให้แก่พนักงานได้ดื่มเพื่อสร้างความปลอดภัย และความมั่นใจแก่บริษัทและพนักงาน รวมถึงการจัดแผนรองรับการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from home) ใช้มาตรการ Social Distancing โดยใช้เทคโนโลยีการประชุมทางไกลหรือการสื่อสารผ่านระบบ VDO Conference หรือ Online Application เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อได้ เป็นต้น

 

พัฒนารูปแบบแพลทฟอร์มการค้าออนไลน์

ท่ามกลางความท้าทายจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิตัลที่ได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง   กลุ่มทีพีไอโพลีนได้กำหนดแนวทางการปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตัล โดยการพัฒนารูปแบบแพลตฟอร์มการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ และมีความสะดวกในการสั่งซื้อมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง DIY มากมายหลายสิบชนิด เช่น Ready Mixed Dry Concrete  ปูนปั้นสำเร็จรูป ปูนกันน้ำซึม ปูนยาแนว water plug ปูนแห้งเร็ว สีกันน้ำรั่วซึม สีทาผนัง เป็นต้น

 

เสนอขายหุ้นกู้มูลค่ารวม 19,600 ล้านบาท ในปี 2563

ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัททีพีไอโพลีน (บริษัทและบริษัทย่อย) ประสบความสำเร็จในการระดมทุนโดยการเสนอขายหุ้นกู้จำนวนรวมทั้งสิ้น 19,600 ล้านบาท (บริษัทได้รับการจัดอันดับเครดิต โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “BBB+” (Triple B Plus) มีแนวโน้มอันดับเครดิตที่ระดับ “Stable” หรือ “คงที่”) โดยได้นำเงินส่วนใหญ่ไปชำระหนี้หุ้นกู้ที่ถึงกำหนดชำระ ส่วนที่เหลือเพื่อใช้ในการลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตปูนซิเมนต์  และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

างวัลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มทีพีไอโพลีน ยังคงให้ความสำคัญในการร่วมคิดร่วมสร้างสิ่งดีๆให้กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืนผ่านโครงการต่างๆ ความสำเร็จในการดำเนินงานของกลุ่มทีพีไอโพลีน สะท้อนได้จากรางวัลต่างๆ ที่ได้รับในปี 2563 อาทิ รางวัลมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นต้น

ความสำเร็จของกลุ่มบริษัททีพีไอโพลีนในวันนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทคนไทยที่สามารถแข่งขันในระดับสากล ในนามของคณะกรรมการบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ใคร่ขอขอบคุณท่าน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ที่ได้ร่วมให้ความสนับสนุน และให้ความไว้วางใจต่อกลุ่มทีพีไอโพลีน ด้วยดีตลอดมา ทำให้กลุ่มทีพีไอโพลีนประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลังผลักดันสำคัญให้ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งให้แก่องค์กร ชุมชน และประเทศชาติ  รวมถึงการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล พร้อมไปกับการลดมลภาวะเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ประเทศไทย เพื่อความยั่งยืนต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

 

นายขันธ์ชัย วิจักขณะประธานกรรมการและกรรมการอิสระ

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร