ข่าวสาร
 
 

 

คำพิพากษาศาล
  • แจ้งผลคดีหมายเลขดำที่ อ.937/2549 คดีหมายเลขแดงที่ อ.4761/2550 (คดี 6,900 ล้าน) pdf
  • ความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ชั้นอุทธรณ์) pdf
  • คำพิพากษาคดี 6,900 ล้าน pdf
  • ผู้จัดการ
  • กรุงเทพธุรกิจ
  • ฐานเศรษฐกิจ
  • แนวหน้า
  • ไทยโพสต์
  • บางกอกโพสต์
อุทธรณ์ยกฟ้อง"ประชัย"ปั่นหุ้น

ASTVผู้จัดการรายวัน - ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” พร้อมพวกปันหุ้นทีพีไอ เหตุพยานยังให้การขัดแจ้ง ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าปรับจำนวน 6.9 พันล้านบาท ด้านสำนักงาน ก.ล.ต. เร่งรวบรวมหลักฐานยื่นฎีกา ส่วนตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุนระวัง หลังราคาหุ้นร้อนแรง ปิดที่ 14.20 บาท เพิ่มขึ้น 2.90%

วานนี้ (19 ส.ค.) ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โดยนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และนายชัยณรงค์ แต้ไพสิฐพงษ์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ นายประชัย อดีตประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ.ทีพีไอฯ บริษัท สเติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการบริหาร เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นบริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักทรัพย์ เผยแพร่ข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ก่อนวันที่หนังสือชี้ชวนจะมีผลบังคับใช้ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง (ปั่นหุ้น) และร่วมกันกระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม.77 และ 239 และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

โดยศาลอุทธรณ์ ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานรู้เห็นเพียงปากเดียว ส่วนพยานบอกเล่าบางปากยังให้การขัดแย้งกัน ที่ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 4 คนละ 3 ปี และปรับจำเลยที่ 1, ที่ 3 เป็นเงิน 6,900.30 ล้านบาทนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

*** ก.ล.ต.เตรียมยื่นฎีกาคดีทีพีไปปั่นหุ้น

นายวสันต์ เทียนหอม รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า สำนักงานก.ล.ต. จะนำคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และพิจารณาร่วมกับพนักงานในประเด็นข้อวินิจฉัยต่างๆ เพื่อประกอบการยื่นขอฎีกาต่อไป

***ตลท.เตือนนักลงทุนศึกษาก่อนลงทุน

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประสานงานไปยัง บมจ.ทีพีไอโพลีน เพื่อให้ชี้แจงข้อมูลดังกล่าวต่อผู้ลงทุน ดังนั้นผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทอย่างระมัดระวัง

จากประเด็นดังกล่าวได้สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนในหุ้น TPIPL เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยมีราคาหุ้นปรับตัวแตะระดับสูงสุดที่ 14.90 บาท ต่ำสุดที่ 13.60 บาท ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ 14.20 บาท เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 0.40 บาท หรือคิดเป็น 2.90% มูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับ 7 ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมถึง 1,327.95 ล้านบาท.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'ประชัย-เชียรช่วง'ไม่ผิดปั่นหุ้น

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง"ประชัย เลี่ยวไพรัตน์"ผู้บริหารทีพีไอและ"เชียรช่วง กัลยาณมิตร"กก.บริษัทสเติร์น สจ๊วต ไม่ผิดปั่นหุ้น

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.937/2549 พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) , นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อายุ 64 ปี ผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) , บริษัท สเติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร อายุ 56 ปี กรรมการบริหาร บริษัท สเติร์น สจ๊วต ฯ เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐาน เป็นบริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักทรัพย์ เผยแพร่ข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ก่อนวันที่หนังสือชี้ชวนจะมีผลบังคับใช้ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง (ปั่นหุ้น) และร่วมกันกระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม.77 และ 239 และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ตามคำฟ้องเมื่อวันที่ 22 มี.ค.49 สรุปว่า ระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.46 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนจำนวน 300 ล้านหุ้น รวมทั้งแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งก่อนวันที่ 12 ม.ค.47 ที่ ก.ล.ต. จะอนุมัติให้หนังสือดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จำเลยที่ 1 ได้เผยแพร่ข่าวข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ที่เนื้อหาสาระสำคัญนอกเหนือไปจากข้อมูลที่แสดงต่อก.ล.ต.โดยระบุว่ามูลค่าหุ้นของ บมจ.ทีพีไอ อยู่ที่ 89 บาทต่อหุ้น และยังเสนอข้อมูลฐานะทางการเงินของบริษัท

โดยเฉพาะในส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าในหนังสือชี้ชวนเป็นเงินจำนวน 23,370 ล้านบาท ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้ในประกาศเรื่องการเผยแพร่ข้อมูล เสนอขายหลักทรัพย์ลงวันที่ 30 เม.ย.44 ขณะที่จำเลยที่ 2 -4 ร่วมกันเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นว่า มูลค่าองค์กรของ “TPIPL” มีมูลค่าอยู่ที่ 91,387 ล้านบาท และมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นอยู่ที่ 89 บาทต่อหุ้น ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ของ บมจ.ทีพีไอ จะมีราคาสูงขึ้นกว่าราคาหุ้นของบริษัทที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในขณะนั้น ทั้งที่จริงแล้วข้อมูลเรื่องราคาหุ้นดังกล่าวจำเลยที่ 2 ไม่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์ ฯ แต่อย่างใด

โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.50 ให้จำคุก นายประชัย ผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ ฯ จำเลยที่ 2 และนายเชียรช่วง กรรมการบริหารบริษัท สเติร์น ฯ จำเลยที่ 4 ฐานปั่นหุ้นทีพีไอ คนละ 3 ปี

และให้ปรับบริษัท ทีพีไอ ฯ และบริษัท สเติร์น ฯ จำเลยที่ 1 และ 3 เป็นเงิน 6,900,300,000 บาท ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลย ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรง และทางอ้อม จึงไม่มีเหตุรอลงอาญา ต่อมาจำเลยทั้ง 4 ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จำทะเบียนหลักทรัพย์ในประเทศไทย และเริ่มทำการซื้อขายตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันมีทุนที่ชำระแล้ว 20,000 ล้านบาทเศษ และอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งการเสนอขายหุ้นจะต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. โดยแสดงรายการข้อมูลเสนอการขายหลักทรัพย์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งก่อนเกิดเหตุช่วงปี 2544 จำเลยที่ 1 เคยยื่น กลต.เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญรวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำเลยได้รับอนุญาต แต่หลังจากได้รับอนุญาตแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ที่จะขายหุ้นการอนุญาตจึงไม่มีผลบังคับใช้ ต่อมาครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 ยื่นขออนุญาตขายหุ้นจำนวน 714 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 17 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ยกเลิกการเสนอขายอีกในภายหลัง และครั้งที่ 3 ได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 37 บาท ซึ่งครั้งนี้ประสบผลสำเร็จในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

โดยจำเลยที่ 1-2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท เวิล์ดไวด์ มีเดีย จำกัด ทำการประชาสัมพันธ์เผยแพร่สื่อโฆษณาเรื่องการเผยแพร่ธุรกิจเปิดจองหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 12-14 พ.ย.46 ต่อมาจำเลยที่ 3 - 4 ว่าจ้าง บริษัทคิธ แอนด์ คิน คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ดำเนินการประชาสัมพันธ์โดยมีการเผยแพร่สื่อทุกแขนงว่า จำเลยที่ 3 ประเมินมูลค่าองค์กรของจำเลยที่ 1 อยู่ที่ 91,357 ล้านบาท และราคาหุ้นที่เหมาะสมของจำเลยที่ 1 อยู่ที่หุ้นละ 89 บาทบาท ต่อมาหลังจาก ก.ล.ต.ทำการตรวจสอบข่าวดังกล่าวแล้วในวันที่ 5 ส.ค. 47 จึงแจ้งความร้องทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้ง 4 ตามฟ้องเนื่องจากมีพฤติการณ์ในลักษณะเป็นการปั่นหุ้น จำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ

คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 4 ประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามมาตรา 239 และไม่ได้บรรยายตามฟ้องว่าจำเลยที่ 2-4 กระทำผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา 77 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง ห้ามไม่ให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบอำนาจพิพากษาเอาไว้ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นส่วนที่ว่า จำเลยที่ 1 ผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฯ มาตรา 239 , 296 และให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,900 ล้านบาท และพิพากษาว่าจำเลยที่ 2-4 ผิดตามมาตรา 77 , 280 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และ 4 คนละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 3 จำนวน 300,000 บาท จึงเป็นคำพิพากษาในข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้ง 4 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้ง 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีเพียงเจ้าพนักงานก.ล.ต. เบิกความเพียงปากเดียว ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวการเสนอข้อมูลหุ้นและราคาหุ้นของจำเลยที่ 1 ว่าการเผยแพร่ข่าวตามสื่อต่าง ๆ ในวันที่ 15-16 ธ.ค. 46 ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนหรือไม่ กระทั่งมีหนังสือตอบกลับมาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ไม่มีการแจ้งหรือเปิดเผยข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด จึงทำการสอบสวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ทำการประเมินมูลค่าองค์กรของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างบริษัทบริษัท คิธ แอนด์ คินฯ ให้ทำการเผยแพร่ผลงานของจำเลยที่ 3 ซึ่งการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นของจำเลยที่ 1 สูงขึ้น จึงมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อจำเลยที่ 1-3 ว่ากระทำความผิดตามฟ้อง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยินยอมแก่จำเลยที่ 3 ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวตามฟ้อง การที่พยานอ้างว่าจำเลยที่ 4 ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนว่าได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ด้วยวาจานั้นจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีนำหนักน้อย อีกทั้งคำบอกเล่าดังกล่าวขัดแย้งกับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 4 การที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัท คิธ แอนด์ คินฯ ทำการประชาสัมพันธ์ผลงานของจำเลยที่ 3 โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1-2 ทราบ และจำเลยที่ 1-2 ไม่มีส่วนร่วมในสัญญา ทำให้พยานเอกสารที่พยานโจทก์นำสืบมาแตกต่าง ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำบอกเล่าของพยานโจทก์

ขณะที่พยานโจทก์ที่เป็นประธาน บริษัท คิธ แอนด์ คินฯ ยืนยันตรงกันว่าจำเลยที่ 1-2 ไม่มีส่วนรู้เห็นในการข้อมูลข่าวสารแก่สื่อต่าง ๆ ส่วนหัวข่าวเรื่องการประเมินราคาหุ้นของจำเลยที่ 3 นั้น เป็นการดึงเนื้อหาสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ให้ข้อมูลวิเคราะห์ทางวิชาการเกี่ยวกับหุ้นของจำเลยที่ 1

คำเบิกความของพยานโจทก์จึงแตกต่างจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่ชัดเจนและขัดแย้งแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และ 2 จนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นผู้เผยแพร่ หรือร่วมกันเผยแพร่ หรือมอบหมายให้ผู้อื่นเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และ2 จึงไม่มีความผิด

เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดแล้ว จำเลยที่ 3-4 จึงไม่อาจร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาความจำเลยทั้ง 4 มีความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้ง 4 ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้ง 4 ต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายประชัย ผู้บริหาร บริษัททีพีไอ ฯ มีสีหน้ายิ้มแย้ม ได้กล่าวเพียงสั้นกับสื่อมวลชนว่า “ ขอบคุณครับ ขอบคุณ” พร้อมยกมือไหว้ ก่อนเดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใด ๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'ประชัย' คดีปั่นหุ้น


ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับยกฟ้องคดี "ประชัย" และพวกปั่นหุ้น"ทีพีไอ โพลีน" ไม่ต้องจ่าย 6,900 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุนติดตามข้อมูล และระมัดระวังก่อนลงทุนในหุ้น


วันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถ.รัชดาฯ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)(บมจ.)(TPIPL) โดยนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และนายชัยณรงค์ แต้ไพสิฐพงษ์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ,นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ.ทีพีไอ โพลีน , บริษัท สเติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการบริหาร เป็นจำเลยที่ 1-4
ในความผิดฐานเป็นบริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักทรัพย์ เผยแพร่ข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ก่อนวันที่หนังสือชี้ชวนจะมีผลบังคับใช้ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง (ปั่นหุ้น) และร่วมกันกระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม.77 และ 239 และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)


ทั้งนี้จากกรณีที่จำเลยทั้ง 4 ได้กระทำความผิดดังนี้ โดยจำเลยที่ 1 ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานก.ล.ต.โดยสาระสำคัญในแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวนดังกล่าวเกี่ยวกับ เสนอขายหุ้นต่อประชาชนจำนวน 300,000 หุ้น และแสดงฐานะการเงินของบริษัทและผลการดำเนินงานของบมจ. ทีพีไอ โพลีน จำเลยที่ 1 ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ ก่อนวันที่แสดงรายการข้อมูล และร่างหนังสือสาระสำคัญว่าหุ้นที่เหมาะสม อยู่ที่ 89 บาทต่อหุ้น และการเงินสูงกว่าในหนังสือชี้ชวน 23,370 ล้านบาท ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้แสดงในร่างหนังสือ และไม่ได้ทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ตามวันเวลาดังกล่าว อันถือเป็นการปั่นหุ้น


จำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและรับผิดชอบในการดำเนินกิจการได้เผยแพร่ข่าวเป็นสาระสำคัญ มูลค่าองค์กรของบริษัท มีมูลค่าอยู่ที่ 91,387 ล้านบาท และมีมูลค่าที่เหมาะสม 89 บาทต่อหุ้น เกินกว่าความเป็นจริง ในการเผยแพร่ข่าว จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกันสนับสุนนโดยการช่วยเหลือในการเผยแพร่


ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานรู้เห็นเพียงปากเดียว ส่วนพยานบอกเล่าบางปาก ยังให้การขัดแย้งกัน ที่ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 4 คนละ 3 ปี และปรับจำเลยที่ 1, ที่ 3 คนละ 6,900 ล้านบาทนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
นายประชัย กล่าวว่า ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกฟ้องแล้ว คงต้องหารือกับผู้ตรวจสอบบัญชี ว่าบมจ.ทีพีไอ โพลีน จะสามารถบันทึกกรณีค่าปรับ 6,900 ล้านบาท กลับมาเป็นกำไรได้ในทันทีหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้บันทึกค่าปรับดังกล่าวเป็นผล ขาดทุนไปแล้ว


ทั้งนี้บมจ.ทีพีไอ โพลีน ได้มีการตั้งสำรองค่าปรับ 6,900 ล้านบาท ในงบการเงินในไตรมาส 2/51 ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิจำนวนมาก โดยผลประกอบการงวดปี 2551 บริษัทขาดทุนสุทธิ 5,450 ล้านบาท
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ออกเอกสารข่าวเผยแพร่แจ้งเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการลงทุนในหุ้นบมจ. ทีพีไอ โพลีน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ศาลยกฟ้อง"ประชัย"คดีปั่นหุ้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่ศาลอาญา ศาลได้อ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ในคดีที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โดยนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และนายชัยณรงค์ แต้ไพสิฐพงษ์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ, นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธาน ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ.ทีพีไอฯ, บริษัท สเติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการบริหาร และนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการบริหาร บจก.สเติร์นฯ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นบริษัทเจ้าของ หลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน หลักทรัพย์ เผยแพร่ข้อมูล

และร่างหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ก่อนวันที่หนังสือชี้ชวน จะมีผลบังคับใช้ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใด จะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง (ปั่นหุ้น) และร่วมกันกระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม.77 และ 239 และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 4 ร่วมกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 77, 239, 280, 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยกระทำความผิดเป็นความผิดหลายกรรมต่างวาระ ให้ลงโทษเรียงกระทงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ในความผิด ฐานเผยแพร่ข้อมูลและร่างหนังสือเสนอ ชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ ก่อนวันที่หนังสือชี้ชวนจะมีผลบังคับใช้ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ จะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง (ปั่นหุ้น) ให้ปรับจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กับ 4 คนละ 1 ปี ส่วนในความผิดฐานร่วมกันกระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือในการดำเนินกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ พิพากษาให้ปรับจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นจำนวนเงินคนละ 6.9 พันล้านบาท และ จำคุกจำเลยที่ 2 และ 4 คนละ 2 ปี รวมปรับจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 6.9 พันล้านบาท และรวมจำคุกจำเลยที่ 2 และ 4 คนละ 3 ปีซึ่งการกระทำความผิดของจำเลย ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรง และทางอ้อม จึงไม่มีเหตุรอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ประชุมหารือแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความขัดแย้งกับพยานเอกสาร อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 4 ฟังขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องพิเคราะห์ในประเด็นอื่นอีก พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาล อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสร็จ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ได้กล่าวขอบคุณ และยกมือไหว้

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ยกฟ้องประชัยปั่นTPIPL กลต.ดิ้นต่อยื่นศาลฎีกา

“ประชัย” โล่ง ศาลอุทธรณ์ณ์พิพากษายกฟ้องคดีปั่นหุ้นทีพีไอโพลีน ไม่ต้องจ่าย 6.9 พันล้านบาท ด้าน ก.ล.ต.เตรียมนำคำตัดสินมาพิจารณา ก่อนยื่นต่อศาลฎีกา
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ส.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีดำ อ.937/49 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง บมจ.ทีพีไอโพลีน (TPIPL) จำเลยที่ 1, นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นจำเลยที่ 2, บริษัท สเติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำเลยที่ 3 และนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการบริหาร บริษัท สเติร์น สจ๊วต เป็นจำเลยที่ 4 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ฐานปั่นหุ้น
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 คนละ 3 ปี ปรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 รายละ 6,900,300,000 ล้านบาท แต่จำเลยอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่าฝ่ายโจทก์มีพยานรู้เห็นเพียงปากเดียว ส่วนพยานอื่นๆ ล้วนเป็นพยานบอกเล่า ทั้งยังให้การขัดแย้งกัน จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา และศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
หลังฟังคำพิพากษา นายประชัยมีสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับโบกมือ และกล่าวคำขอบคุณ โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางกลับทันที
นายวสันต์ เทียนหอม รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า คดีนี้ ก.ล.ต.เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง ซึ่งจะนำคำตัดสินของศาลอุทธรณ์มาพิจารณาร่วมกับอัยการเพื่อจะดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หลังจากนั้นคงดำเนินการตามกฎหมายในการยื่นขอฎีกาต่อไป.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

TPIPL share verdict reversed
SEC considers appeal to Supreme Court

The Appeal Court yesterday overturned a ruling that would have levied a massive 6.9-billion-baht fine on TPI Polene Plc (TPIPL) for share manipulation and a three-year jail term for founder Prachai Leophairatana.

Prachai Leophairatana leaves Appeal Court where his jail sentence was overturned.

The Securities and Exchange Commission (SEC) said it would meet with prosecutors to discuss appealing the decision to the Supreme Court.

The Appeal Court dismissed a lower court verdict on the grounds that testimony from an SEC official was not sufficient evidence alone to prove Mr Prachai's involvement in releasing false information on the cement producer's share prices, which caused them to rise at the time.

The Criminal Court in 2007 fined TPIPL 6.9 billion baht and sentenced Mr Prachai to three years in jail for violating securities laws related to TPIPL's public offering of 11.1 billion baht worth of shares in January 2004.

Stern Stewart & Co, a consultant to Mr Prachai at the time, was also fined 6.9 billion baht. Chieanchuang Kalayanamitr, a Stern Stewart executive, was sentenced to three years in jail for complicity in the case.

The appeal ruling clearing Mr Prachai and the company automatically overturns the verdict against Stern Stewart and Mr Chieanchuang.

Mr Prachai said that TPIPL could now reverse the 6.9-billion-baht loss reserve it had set aside and book it as an extraordinary gain.

"We'll meet with the auditor to discuss whether we can reverse it. If so, we'll do it right away," he said.

He said he was not worried about a possible government appeal to the Supreme Court and that in any case the company was ready to act in accordance with legal procedures.

"It is very annoying. This has been too long a fight for me. I'm so tired of this dispute," he said, adding that TPIPL was still producing 9 million tonnes of cement annually just as before.

"There is nothing new [in company operations], nothing has changed. I'm no longer interested in expanding aggressively like I was before."

Previously, the company had intended to expand annual capacity to 12 million tonnes before it entered the court-supervised restructuring process.

However, yesterday's ruling helped TPIPL shares shoot up by as much as 8% on the Stock Exchange of Thailand to peak at 14.70 baht. They closed at 14.20 baht, up 40 satang, in heavy trade worth 1.33 billion baht for their highest close since November 2007.

The SET cautioned that investors study the company's information before deciding to invest in TPIPL shares in hopes of gains if the reserve for losses is reversed. It has also asked the company clarify any relevant information for investors.

An Asia Plus Securities report said that since the SEC may file a petition with the Supreme Court, TPIPL would probably hold off on reversing its loss reserve of 6.9 billion baht, which would represent 3.42 baht a share as an extraordinary gain.

"If the Supreme Court overturns the new verdict, the company will have to pay the fine after all, so TPIPL will probably wait for the case to end before doing anything with the reserve," said the report.

It said yesterday's ruling did offer the company a significant financial benefit, as the massive loss reserve had blocked it from securing new bank loans.

Over the past four years, the company has had to use its own cash to expand operations.

ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

 

 

รวมหัวข้อข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์และหัวข้อข่าวจากหน้าเว็บไซต์ :

พ.ศ.2553

ธันวาคม

พฤศจิกายน

ตุลาคม

กันยายน

สิงหาคม

กรกฎาคม

มิถุนายน

พฤษภาคม

มกราคม

 

 
 

บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนเว็บไซต์นี้ ข้อกำหนดสิทธิและเงื่อนไข